Top's interview
posted on 04 Jun 2010 14:53 by purrplexity
TOP : เรียนรู้จากรุ่นพี่ที่แต่งงานแล้ว
ท็อปจากบิกแบง แม้ว่าเค้าจะเคยปรากฏตัวในละครดราม่าเรื่อง ไอริช ในบทของ วิค มาแล้ว แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะยอมรับว่าเค้าสามารถกลายเป็นนักแสดง ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
แต่มาในครั้งนี้ ท็อปรับบทนำในภาพยนตร์สงครามเรื่อง "Into the Fire" โดยผู้กำกับ Lee Jae Han ภาพยนตร์ที่มีทุนสร้างถึง 113 ล้านวอน
ก่อนที่หนังจะออกฉายภาพยนตร์เรื่องนี้นักวิจารณ์ต่างรู้กันว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ "เป็นภาพยนตร์ของท็อป" " มันจะเป็นการค้นพบท็อปคนใหม่" ซึ่งความคาดหวังนั้นสูงมากทีเดียว
ฉันมาพบท็อปในวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ร้านกาแฟแห่งนึงในโซล เพื่อสัมภาษณ์ที่จะใช้ในการโปรโมท ภาพยนตร์ into the fire ซึ่งจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า ท็อปแสดงออกถึงความภาคภูมิใจมากกว่าความประหม่าออกมา เค้าตั้งใจและทำงานหนักมากจนถึงจุดที่ว่าเค้าสามารถพูดได้ว่า
"ผมทิ้งตัวตนของผมไปเพื่อที่จะเข้ามารับบทนี้"
ถัดจากวันที่มีการถ่ายทำละคร ไอริช ท็อปต้องเดินทางไปที่กองถ่ายทำ ภาพยนตร์ Into the fire ใน Kyeong Nam Hap Cheon ทันที
เค้ากล่าวว่า " หลังจากที่ผมได้ยิน เนื้อเรื่องสำคัญคร่าวๆ ผมก็ติดอยู่กับบทของ Oh Jang bum ทันที จริงๆแล้วปกติเวลาผมทำงานอะไรก็ตามผมมักจะอินอยู่กับสิ่งนั้นไม่คิดเรื่องอื่นอีก แต่ในตอนที่ผมได้อ่านบท ของภาพยนตร์เรื่อง into the fire ก่อนที่จะต้องไปแคสติ้ง ผมอยู่ในระหว่างการถ่ายทำละครเรื่อง ไอริช ด้วย แต่ทันทีที่ผมได้อ่านบทผมรู้สึกว่าตัวเองได้กลายเป็น Oh jang bum ไปแล้ว ในตอนท้ายของเรื่อง ไอริช เมื่อวิคตาย ผมคิดว่า oh jang bum ได้เข้ามาเป็นส่วนนึงของผมอย่างราบรื่นโดยที่ผมไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ "
จากคำกล่าวของท็อปมันดูง่ายมากว่าเค้าต้องการที่จะเป็นส่วนนึงของภาพยนตร์เรื่องนี้มากแค่ไหน
แม้ว่าตอนช่วงแรกท็อปเล่าว่าเค้ายังไม่พบความหมายในการทำงานในด้านการแสดง แต่ เค้ากล่าวว่า "ผมไม่สามารถที่จะทำอะไรออกไปง่ายๆครับผมจะคิดมากก่อนที่จะเริ่มทำ ผมเป็นคนประเภทที่จะเกลียดมากเลยหากผมตัดสินใจจะทำอะไรลงไปแล้วผมทุ่มลงไปแค่ครึ่งใจ ทำครึ่งๆกลางๆ"
จากนั้น
"ตอนที่ผมตัดสินใจที่จะก้าวเข้ามาในวงการการแสดง ผมคิดย้อนกลับมาที่ตัวเองและใช้เวลานานมากคิดว่าผมจะทำตัวออกมาในรูปแบบไหน ในวงการเพลงในฐานะสมาชิกของวงบิกแบง ผมจะรู้ว่าผมจะพัฒนาตัวเองยังไงสร้างตัวเองออกมายังไง แต่พอมาในเรื่องการแสดง ........แน่นอนละฮะว่า ทางสายนี้มันไม่ง่ายเลย แต่ความปรารถนาที่อยากจะเป็นนักแสดงที่ดีในตัวผม มันทำให้ผมคิดว่า ถ้าผมไม่ทุ่มเทความพยายามอย่างมากลงไปผมต้องกลายเป็นคนขี้เกียจแน่ๆ
ผมยังคิดว่าก่อนที่จะทุ่มความพยายามลงไปเราก็ต้องคิดทบทวนมากๆๆเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆก่อนด้วย "
เป็นที่รู้กันว่า ท็อปผู้ซึ่งเริ่มจะมีความปรารถนาในการที่จะเป็นนักแสดงนั้น ได้ไปเยี่ยมบ้านคุณ Lee Byun Hun ระหว่างที่มีการถ่ายทำละครเรื่อง ไอริช เพื่อไปเรียนการแสดง เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท็อปเล่าว่า
" พี่ Lee Byung Hun จะโทรหาผมบ่อยๆครับ ถ้าเค้าจะชวนผมออกไปเที่ยวเล่นด้วยกัน ผมจะใช้เวลานี้แหละถามและขอคำแนะนำจากพี่เค้า พี่เค้าคิดว่ามันตลกดี ช่วงเวลาในตอนนั้นช่วยผมมากทีเดียว"
ในตอนที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง into the fire ท็อปก้ได้รับคำแนะนำในเรื่องการแสดงจาก Kim Seung Woo, Cha Seung Won, Kwon Sang Woo, และนักแสดงรุ่นพี่หลายคน
" พี่ Seung Woo จะย้อนนึกไปถึงในเวลาที่พี่เค้าอายุเท่าผมฮะและจะให้คำแนะนำแก่ผมมากมาย
พี่เค้าเคยมาถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่องที่ Hap Cheon นี้ ในตอนที่ผมรู้สึกไม่สบายใจพี่เค้าจะช่วยดูแลผมเป็นอย่างดี ฮะ มีอยู่ครั้งนึง เค้าพาผมไปถึงเมือง Dae Gu และดูหนังเรื่อง Avatar เป็นเพื่อนผม ผมรู้สึกซึ้งใจมากเลยครับ
ส่วนพี่ ควอนซังวูจะคอยอยู่ใกล้ๆผมและช่วยดูจอมอมิเตอร์กับผมเพื่อให้คำแนะนำต่างๆ
ผมรู้สึกขอบคุณมากจริงๆ "
และด้วยความที่เค้าเป็นชายโสคคนเดียวในกองถ่ายนี้ ท็อปเปิดเผยว่าเค้าเรียนรู้เรื่องการดำรงตนให้มั่นคงมากมายจากรุ่นพี่
"รุ่นพี่ทุกคน ต่างก็แต่งงานกันแล้วครับ ในตอนที่ถ่ายทำเรามักจะทานข้าวและบางครั้งก็ดื่มด้วยกันเสมอ
ซึ่งเวลาเหล่านั้นให้ความรู้สึกผ่อนคลายจริงๆ การได้ถ่ายทำภาพยนตร์และได้พบปะรุ่นพี่เหล่านี้ ทุกคนรอบตัวผมจะพูดในเรื่องของการตั้งสติของตัวเองให้มั่นคงมากที่สุดครับ ผมคิดในเรื่องนี้อย่างมากเลยครับและคิดว่าตัวเองได้รับอิทธิพลมาจากไหน สุดท้ายก็นึกได้ว่ามันมาจากรุ่นพี่ทั้งสามคนของผมนั่นเอง พวกเค้าต่างก็มีครอบครัวที่มั่นคง และการที่พวกเค้า มักจะโทรศัพท์กลับบ้าน เป็นเรื่องน่าชื่นชมมากครับ ในขณะเดียวกันตอนนี้ผมยังเป็นหนุ่มอยู่และต้องเติบโตต่อไป
ดังนั้นผมมักจะสับสนและใจผมก็มีแต่เรื่องยุ่งวุ่นวายตลอด แต่ผมรู้สึกว่าผมกำลังมองดูผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์
และผมคิดว่าผมก้อเริ่มที่จะเติบโตเป็นอย่างพวกเค้าแล้วลึกๆ"
ท็อปเป็นผู้ใหญ่ขึ้น การเติบโตของเค้าครั้งนี้กำลังจะถูกตัดสินจากคนมากมาย
ภาพยนตร์เรื่อง Into the fire เป็นเรื่องราวในช่วงเดือนสิงหาคมปี 1950 ในช่วง สงครามเกาหลี สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงของนักเรียนทหาร 71 คน
ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าฉายในเดือนมิถุนายนนี้
Source: Nate News
Eng Translation: seungie
Thai Translation by undercover @ VIPP @ choitopthailand
TOP อยากกลายเป็นปีศาจ
ก่อนการสัมภาษณ์ ฉันกังวลนิดๆว่า ฉันควรจะเรียกเค้าว่า ท็อป หรือ ชเวซึงฮยอนดี สรุปให้คุณผู้อ่านเลยดีกว่าว่า ฉันใช่ทั้งท็อปและซึงฮยอนไปพร้อมๆกันโดยที่ไม่ได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใดตลอดการสัมภาษณ์นี้
ในการสัมภาษณ์เพื่อใช้โปรโมทภาพยนตร์ เรื่อง Into the fire โดยผู้กำกับ lee jae han ที่จะออกฉายในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ฉันพบท็อปในวันที่ 20 พฤษภาคม ในร้านกาแฟแห่งนึงในโซล ท็อปไม่เหมือนกับไอดอลคนอื่นๆที่มาเป็นนักแสดง ที่จะทิ้งชื่อที่ใช้ในวงการนักร้องและหันมาใช้ชื่อที่ได้มาตั้งแต่เกิดเพื่อวงการแสดง และมักจะพูดว่า
" โปรดลืมภาพของผมที่คุณเคยเห็นบนเวทีไปนะครับ" แต่ท็อปยังคงไม่ปฏิเสธที่จะเป็นทั้ง ท็อปจากบิกแบงและนักแสดงที่ชื่อว่าชเวซึงฮยอน
นอกจากนี้ วันนี้ท็อปยังพูดว่า
" ผมคิดว่าจะกลับขึ้นเวทีอีกครั้งแล้วละครับ"
ทิ้งอดีตในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาช่วงเวลาที่เค้ายุ่งมากๆๆ กับละครเรื่อง ไอริช และ ภาพยนตร์เรื่อง into the fire เอาไว้ข้างหลัง ท็อปกำลังนึกถึงก้าวต่อไปแล้ว
" ตอนนี้ผมคิดว่าผมต้องการที่จะกลับไปนักร้องที่ชื่อท็อป ผมตั้งปฏิธานไว้ในใจแล้วว่าจะไม่ทิ้งทั้งสองด้านนี้ของตัวเอง " ท็อปเลือกที่จะไม่หนีแล้วก็ไม่ละทิ้งมัน มันเป็นเรื่องเล็กๆๆ ของท็อปที่เข้าสู่วัย 24 ในการที่จะต้องพยายามหาความสมดุลให้กับทั้งงานในด้านการแสดงและงานเพลง
อย่างงั้น คะแนนที่ท็อปควรจะได้จากผลงานภาพยนตร์จอยักษ์ครั้งแรกจะเป็นยังไง?? ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่ลงโรงฉายแต่นักวิจารณ์ต่างให้ความคิดเห็นที่ดีมาก การชำเลืองตามองที่แสนจะดุดันของท็อปในตัวอย่างภาพยนตร์เป็นสิ่งที่ผู้คนต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยอย่างมาก
นักแสดงรุ่นพี่ที่แสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ อย่าง Cha Seung Won, Kim Seung Woo, Kwon Sang Wooต่างกล่าวชมทักษะการแสดงของท็อปกันอย่างมาก เหล่านักวิจารณ์ก็กล่าวชมว่า
" นี่เป็นภาพยนตร์ของท็อป เป็นการค้นพบอีกตัวตนของท็อป" แต่ส่วนตัวของท็อปเองแล้วเค้ากลับมีปฏิกริยาที่น้อยกว่านั้น
"เมื่อมองดูแล้วผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ที่มีความหมายมากกับคนในรุ่นผม แต่ขนาดตอนที่ผมกำลังถ่ายทำอยู่ผมก็ไม่ได้รู้สึกในเรื่องนี้มากนะ จนกระทั่งการถ่ายทำจบลงผมถึงจะมีอิสระทางความคิดพอที่จะมานั่งคิดในเรื่องนั้น"
แต่เค้าก็กล่าวว่า ระดับความพอใจของตัวเค้าเองต่อภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นสูงทีเดียว
" ผมไม่สามารถที่จะให้คะแนนออกมาได้หรอกครับ แต่ผมทุ่มเททุกอย่างลงไปแล้วและผมก็รู้สึกว่าผมพอใจนะครับ ผมไม่ได้เป็นตัวเองเลยในตอนที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ " ท็อปกล่าวเมื่อพูดถึงความพยายามที่เค้าทุ่มลงไปในหนัง
" จนถึงตอนนี้ผมก็ยังมีความสัมพันธ์เป็นพี่เป็นน้องกับผู้กำกับ Lee Jae Han ผู้ซึ่งมีบุคคลิกคล้ายๆกับผมครับ เราพูดคุยกันเยอะเลยฮะในที่ทำงานของเค้าก่อนที่จะมีการเริ่มการถ่ายทำ และผมก็คิดว่าผมต้องการที่จะเก็บเอาท็อปแอบเอาไว้ชั่วคราวก่อนเพื่อที่จะรับบทในภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้กำกับบอกกับผมว่า
" ฉันไม่รู้ว่าเทคนิคในการแสดงของนายจะดีแค่ไหนนะในตอนนี้ แต่ยังไงก็ทุ่มเททั้งหมดลงไปในการแสดงเรื่องนี้ก้อแล้วกัน" เป็นเพราะเราพูดคุยกันในเรื่องนี้ ผมจึงมาปรับใจและผมก็รู้วิธีที่ใช้ปรับตัวก่อนที่จะขึ้นเวทีมาปรับใช้ในการรับบทในเรื่องนี้ฮะ"
การที่ได้พูดคุยกับผู้กำกับในแนวทางแบบนั้น ความพยายามของท็อปที่จะแยกระหว่างนักร้องกับนักแสดงให้ออกจากกันอย่างเด็ดขาดกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีความหมาย เค้าเป็นศิลปินที่รวมเอาทั้งการแสดงและแรงกระตุ้นจากดนตรีเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนแต่เค้าก็ยังคงหลีกเลี่ยงพยายามไม่ให้น้ำหนักโอนเอียงไปในทางใดทางหนึ่งมากไป เค้ายังเรียนรู้ที่จะทุ่มเทลงไปเต็มร้อยกับงานทั้งคู่ และกลายเป็นที่สุดของทั้งสองวงการ
จู่ๆฉันก็เริ่มอยากรู้ขึ้นมาว่าท็อปในตอนอายุ 30 จะเป็นยังไง
" คุณคิดว่าเราจะได้เห็นคุณเป็นแบบไหนตอนที่คุณอายุ 30 ??" และคำตอบของท็อปก้อคือ
"ผมก็เดาไม่ออกจริงๆครับ แต่ผมอยากจะเป็นคนที่มีเอกลักษณ์ในทุกๆเรื่อง ผมอยากจะเป็นคนที่สดใหม่ จนถึงจุดที่คนจะเรียกว่าผมเป็นปีศาจเลย ผมอยากจะเป็นคนที่กระตุ้นความคาดหวังและความอยากรู้อยากเห็น ให้กับทุกคนที่ได้ยินชื่อ TOP "
ในตอนจบ ท็อปยังทิ้งท้ายเอาไว้ ว่า
" มันง่ายมากฮะที่จะเป็นคนที่เท่ แต่การที่จะเป็นคนที่น่าค้นหานั่นแหละ ยาก "
posted @soompi by Velocity
Source: Nate News
eng Translation: seungie
Thai Translation by undercover @ VIPP @ choitopthailand
